1. ขั้นตอนการเก็บตัวอย่างดินที่ถูกต้อง
การเก็บตัวอย่างดินต้องทำอย่างระมัดระวังเพื่อให้ได้ ตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของพื้นที่อย่างแท้จริง (Representative Sample) โดยมีขั้นตอนสำคัญดังนี้
1.1 การเลือกอุปกรณ์ตามระดับความลึก
อุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บตัวอย่างดินจะแตกต่างกันตามระดับความลึกของจุดที่ต้องการเก็บ ดังนี้
ระดับความลึก | อุปกรณ์ที่เหมาะสม | ลักษณะการใช้งาน |
ผิวดิน (0 – 0.3 ม.) | พลั่ว, ช้อนตักดินสแตนเลส | ตักดินโดยตรงจากพื้นผิว |
ตื้น-ปานกลาง (0.3 – 2.0 ม.) | สว่านเจาะดินมือ (Hand Auger) | เจาะดินด้วยแรงคน หมุนลงไปตามความลึก |
ลึก (มากกว่า 2.0 ม.) | เครื่องจักรขุดเจาะ + กระบอกเก็บตัวอย่างแบบผ่าซีก (Split Barrel Sampler) | ใช้เครื่องจักรเจาะ เก็บตัวอย่างจากแท่งดินที่ขึ้นมา |
1.2 หลักปฏิบัติสำคัญในการเก็บตัวอย่างดิน
การเก็บตัวอย่างดินที่ถูกต้องตามคู่มือของกรมโรงงานอุตสาหกรรมต้องปฏิบัติตามหลักการสำคัญหลายประการ ประการแรก คือ การป้องกันการปนเปื้อนข้าม (Cross-contamination) โดยอุปกรณ์ทุกชิ้นที่สัมผัสกับดินจะต้องผ่านการล้างทำความสะอาด (Decontamination) อย่างถูกวิธีทุกครั้งก่อนนำไปเก็บตัวอย่างในจุดต่อไป ประการที่สอง คือ ลำดับการเก็บตัวอย่าง ต้องเริ่มจากจุดที่คาดว่ามีการปนเปื้อนน้อยที่สุดไปหามากที่สุด เพื่อลดโอกาสที่สารปนเปื้อนจะติดไปกับอุปกรณ์
สำหรับ การเก็บตัวอย่างสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ต้องเก็บใส่ภาชนะที่เหมาะสมทันทีที่ได้ตัวอย่าง ปิดฝาให้สนิท และ ห้ามนำไปกวนผสมรวมกัน (Composite) โดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันการระเหยสูญหายของสารเคมี ส่วนตัวอย่างดินสำหรับวิเคราะห์พารามิเตอร์อื่นๆ สามารถทำเป็นตัวอย่างรวม (Composite Sample) ได้ตามความเหมาะสม
2. ขั้นตอนการเก็บตัวอย่างน้ำใต้ดิน
การเก็บตัวอย่างน้ำใต้ดินมีความซับซ้อนกว่าการเก็บตัวอย่างดิน เนื่องจากต้องมั่นใจว่าน้ำที่นำมาวิเคราะห์คือ น้ำจากชั้นหินอุ้มน้ำจริงๆ ไม่ใช่น้ำที่ขังค้างอยู่ในท่อบ่อสังเกตการณ์ ขั้นตอนหลักมีดังนี้
2.1 การวัดระดับน้ำใต้ดิน
ก่อนเริ่มขั้นตอนอื่นใดทั้งหมด ต้องทำการ วัดระดับน้ำใต้ดินในบ่อ ก่อนเสมอ โดยใช้อุปกรณ์วัดระดับน้ำแบบไฟฟ้า (Electronic Water Level Meter) หรือสายวัดพร้อมชอล์ก ข้อมูลระดับน้ำนี้จะนำไปใช้คำนวณทิศทางการไหลของน้ำใต้ดินและปริมาตรน้ำในบ่อ
2.2 การถ่ายน้ำขัง (Purging) — ขั้นตอนที่ขาดไม่ได้
การถ่ายน้ำขัง (Purging) เป็นขั้นตอนที่ บังคับต้องทำ ก่อนเก็บตัวอย่าง เพื่อสูบน้ำที่ขังค้างอยู่ในท่อบ่อออก ให้น้ำใหม่จากชั้นดินไหลเข้ามาทดแทน ตามคู่มือของกรมโรงงานอุตสาหกรรม มีวิธีการถ่ายน้ำ 3 แบบ:
วิธีการ | อัตราการสูบ | เกณฑ์หยุดสูบ | เหมาะกับ |
การถ่ายน้ำแบบปกติ | ไม่เกิน 1 ลิตร/นาที | สูบออกอย่างน้อย 3 เท่าของปริมาตรน้ำในบ่อ + ค่าพารามิเตอร์คงที่ | บ่อทั่วไป |
การถ่ายน้ำอัตราไหลต่ำ (Low-flow) | 100-500 มิลลิลิตร/นาที | ระดับน้ำลดลงไม่เกิน 10 ซม. + ค่าพารามิเตอร์คงที่ 3-5 นาที | บ่อที่ต้องการลดการรบกวน |
การเก็บแบบรบกวนต่ำ (No-purge) | ต่ำกว่า 100-300 มิลลิลิตร/นาที | ค่าพารามิเตอร์คงที่ | บ่อที่มีเครื่องสูบติดตั้งประจำ / พื้นที่ Low Permeability |
ระหว่างการถ่ายน้ำ ต้อง วัดค่าพารามิเตอร์พื้นฐานภาคสนาม ไปพร้อมกัน จนกว่าค่าจะนิ่งและคงที่ จึงจะเริ่มเก็บตัวอย่างได้ พารามิเตอร์ที่ต้องวัด ได้แก่:
พารามิเตอร์ | เกณฑ์ความคงที่ |
อุณหภูมิ | เปลี่ยนแปลงไม่เกิน 0.5 องศาเซลเซียส |
| เปลี่ยนแปลงไม่เกิน 0.10 |
ค่าความนำไฟฟ้า (EC) | เปลี่ยนแปลงไม่เกิน 3-5% |
| เปลี่ยนแปลงไม่เกิน 0.3 มก./ล. |
ค่า ORP | เปลี่ยนแปลงไม่เกิน 10.0 มิลลิโวลต์ |
ความขุ่น (Turbidity) | เปลี่ยนแปลงไม่เกิน 10% (ถ้ามากกว่า 10 NTU) |
2.3 ลำดับการเก็บตัวอย่างน้ำใต้ดิน
หลังจากถ่ายน้ำจนค่าพารามิเตอร์คงที่แล้ว ต้องเก็บตัวอย่างตาม ลำดับที่กำหนด เพื่อป้องกันการสูญเสียสารที่ต้องการวิเคราะห์:
1.สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) — เก็บก่อนเป็นอันดับแรกเสมอ
2.สารอินทรีย์กึ่งระเหย (Semi-volatile Organics)
3.โลหะหนักและแร่ธาตุ (ที่ไม่ต้องกรอง)
4.โลหะหนักละลาย (ที่ต้องกรอง)
5.พารามิเตอร์ทั่วไป เช่น Sulfate, Nitrate, TOC
6.จุลินทรีย์และสารกัมมันตรังสี (ถ้ามี)
2.4 อุปกรณ์เก็บตัวอย่างน้ำใต้ดิน
อุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บตัวอย่างน้ำใต้ดินมีหลายประเภท แต่ละชนิดมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน:
อุปกรณ์ | ข้อดี | ข้อจำกัด |
กระบอกตักน้ำ (Bailer) | ใช้ง่าย ราคาถูก ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า | รบกวนตัวอย่างมาก ไม่เหมาะกับ VOCs |
เครื่องสูบแบบบรีด (Peristaltic Pump) | พกพาง่าย ควบคุมอัตราสูบได้ ราคาไม่แพง | ใช้ได้กับความลึกจำกัด (6-9 เมตร) อาจสูญเสียก๊าซ |
เครื่องสูบแรงเหวี่ยงแบบจม (Submersible Pump) | ควบคุมอัตราสูบได้ดี ไม่ทำปฏิกิริยากับสาร | อาจทำให้อุณหภูมิน้ำสูงขึ้น |
เครื่องสูบแบบถุง (Bladder Pump) | ไม่สูญเสียก๊าซ ผลวิเคราะห์แม่นยำที่สุด | ราคาแพง การทำงานซับซ้อน |
3. การเก็บรักษาตัวอย่าง การขนส่ง และการควบคุมคุณภาพ (QA/QC)
การเก็บตัวอย่างให้ถูกต้องหน้างานเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของความสำเร็จ อีกครึ่งหนึ่งคือ การรักษาสภาพตัวอย่างให้สมบูรณ์ จนกว่าจะถึงมือห้องปฏิบัติการ
3.1 การรักษาสภาพตัวอย่าง (Preservation)
ตัวอย่างน้ำและดินต้องได้รับการเติมสารเคมีรักษาสภาพ (Preservatives) ตามชนิดของพารามิเตอร์ที่จะวิเคราะห์ เช่น การเติมกรดไนตริก (HNO3) เพื่อรักษาค่าโลหะหนัก หรือการเติมกรดซัลฟิวริก (H2SO4) สำหรับการวิเคราะห์สารอินทรีย์บางชนิด ที่สำคัญคือต้อง ควบคุมอุณหภูมิของตัวอย่างให้เย็นอยู่ที่ประมาณ 4 องศาเซลเซียส ตลอดเวลาตั้งแต่เก็บจนถึงห้องปฏิบัติการ
3.2 ระยะเวลาการเก็บรักษา (Holding Time)
ตัวอย่างแต่ละประเภทมีอายุจำกัด ต้องนำส่งห้องปฏิบัติการและทำการสกัดหรือวิเคราะห์ภายในเวลาที่มาตรฐานกำหนด ตัวอย่างเช่น ตัวอย่าง VOCs ต้องวิเคราะห์ภายใน 14 วัน ส่วนโลหะหนักสามารถเก็บรักษาได้นานถึง 6 เดือน หากมีการเติมกรดรักษาสภาพอย่างถูกต้อง
3.3 การควบคุมคุณภาพ (QA/QC)
เพื่อให้ผลวิเคราะห์เชื่อถือได้สูงสุด ทีมเก็บตัวอย่างต้องดำเนินการตามมาตรการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด ประกอบด้วย:
มาตรการ QA/QC | รายละเอียด |
ห่วงโซ่การครอบครอง (Chain of Custody) | บันทึกข้อมูลผู้เก็บ วัน เวลา สถานที่ และผู้รับส่งตัวอย่างทุกขั้นตอน |
ตัวอย่างซ้ำ (Duplicate) | เก็บตัวอย่างซ้ำจากจุดเดียวกัน เพื่อตรวจสอบความแม่นยำ (Precision) |
ตัวอย่างควบคุม (Field Blank) | ใช้น้ำกลั่นบริสุทธิ์ผ่านกระบวนการเดียวกับตัวอย่างจริง เพื่อตรวจสอบการปนเปื้อนจากอุปกรณ์ |
ตัวอย่างล้างอุปกรณ์ (Equipment Blank) | ล้างอุปกรณ์แล้วเก็บน้ำล้างส่งวิเคราะห์ เพื่อยืนยันว่าอุปกรณ์สะอาด |
ตัวอย่างขนส่ง (Trip Blank) | สำหรับ VOCs โดยเฉพาะ เพื่อตรวจสอบการปนเปื้อนระหว่างขนส่ง |
4. คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
โรงงานประเภทไหนบ้างที่ต้องตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดิน?
โรงงานที่อยู่ในบัญชีท้ายกฎกระทรวงควบคุมการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินภายในบริเวณโรงงาน พ.ศ. 2559 ซึ่งครอบคลุมโรงงานที่มีความเสี่ยงสูงต่อการปนเปื้อน เช่น โรงงานเคมี โรงงานปิโตรเคมี โรงงานรีไซเคิลของเสีย โรงงานชุบโลหะ เป็นต้น
ต้องตรวจบ่อยแค่ไหน?
ตามกฎกระทรวง กำหนดให้ตรวจสอบคุณภาพดินทุก 3 ปี และคุณภาพน้ำใต้ดินทุก 1 ปี จนกว่าจะเลิกประกอบกิจการ
ถ้าพื้นที่โรงงานปูคอนกรีตหมดแล้ว ยังต้องตรวจไหม?
ในกรณีที่พื้นที่โรงงานถูกปกคลุมด้วยวัสดุกันซึม (Impermeable Material) ทั้งหมด อาจสามารถขอยกเว้นการเก็บตัวอย่างดินได้ แต่ยังคงต้องตรวจสอบน้ำใต้ดินตามปกติ ทั้งนี้ต้องยื่นเอกสารขอยกเว้นต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรม
ผลวิเคราะห์ต้องส่งที่ไหน?
ต้องจัดทำรายงานผลการตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดินส่งให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมภายใน 120 วัน นับจากวันที่ครบกำหนดตรวจสอบ โดยสามารถส่งผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้
ห้องปฏิบัติการที่วิเคราะห์ต้องได้รับการรับรองอะไร?
ห้องปฏิบัติการที่ทำการวิเคราะห์ตัวอย่างดินและน้ำใต้ดินต้องเป็นห้องปฏิบัติการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม หรือได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ในขอบข่ายที่เกี่ยวข้อง
สรุป: ทำไมต้องให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลเรื่องการเก็บตัวอย่าง?
การเก็บตัวอย่างดินและน้ำใต้ดิน “ไม่ใช่แค่การตักดินหรือสูบน้ำใส่ขวดให้ครบ” แต่ต้อง “เก็บให้ถูกวิธีตามมาตรฐานวิชาการ” ตั้งแต่การวางแผนจุดเก็บ การเลือกอุปกรณ์ การถ่ายน้ำ ไปจนถึงการรักษาสภาพตัวอย่างและการควบคุมคุณภาพ เพราะหากขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งผิดพลาดตั้งแต่ต้นทาง ผลวิเคราะห์ที่ได้จากห้องปฏิบัติการก็จะ “ไม่สามารถใช้อ้างอิงได้” สิ่งนี้อาจนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงที่ผิดพลาด การต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำซ้ำ หรือร้ายแรงที่สุดคือการมีความผิดทางกฎหมายและถูกสั่งระงับการประกอบกิจการ
หากคุณเป็นผู้ประกอบการที่ต้องดำเนินการตรวจวิเคราะห์คุณภาพดินและน้ำใต้ดินตามกฎหมาย หรือยังไม่มั่นใจว่ากระบวนการเก็บตัวอย่างของโรงงานคุณถูกต้องตามประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรม พ.ศ. 2560 หรือไม่ ให้ผู้เชี่ยวชาญอย่าง SSC Oil Lab (Thai Test Lab) ช่วยดูแลคุณตั้งแต่ต้นทาง
บริการของเรา
📌 บริการครบจบในที่เดียว — ตั้งแต่การสำรวจพื้นที่ วางแผนจุดเก็บตัวอย่าง ติดตั้งบ่อสังเกตการณ์ (Monitoring Well) เก็บตัวอย่างตามมาตรฐาน US EPA และประกาศกรมโรงงานฯ ไปจนถึงการจัดทำรายงานส่งหน่วยงานราชการ
📌 ผลวิเคราะห์เชื่อถือได้ — วิเคราะห์โดยห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง สามารถนำผลไปใช้อ้างอิงทางกฎหมายและส่งรายงานต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ทันที
📌 ให้คำปรึกษาฟรีก่อนเริ่มงาน — ยินดีให้คำปรึกษาและประเมินหน้างานฟรี เพื่อให้คุณได้โซลูชันที่คุ้มค่าและถูกต้องที่สุด
อย่าปล่อยให้ความผิดพลาดเล็กๆ กลายเป็นปัญหาใหญ่ของโรงงานคุณ ติดต่อเราได้ทันที