เลขทะเบียน lab -302

ขั้นตอนเก็บตัวอย่างดินและน้ำใต้ดิน

ขั้นตอนการเก็บตัวอย่างดินและน้ำใต้ดิน ทำอย่างไรให้ถูกต้อง

Table of Contents

หนึ่งในกฎหมายและมาตรฐานสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องทำความเข้าใจ คือ ประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรม เรื่อง คู่มือการเก็บตัวอย่างดินและน้ำใต้ดิน พ.ศ. 2560 ซึ่งออกมาเพื่อรองรับ กฎกระทรวงควบคุมการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินภายในบริเวณโรงงาน พ.ศ. 2559
 
ประกาศฉบับนี้ได้กำหนดแนวทางและมาตรฐานในการเก็บตัวอย่างอย่างละเอียด เพื่อให้ผลการวิเคราะห์มีความถูกต้อง แม่นยำ และเป็นที่น่าเชื่อถือ สามารถใช้อ้างอิงทางกฎหมายได้
 
ในบทความนี้ เราจะสรุปสาระสำคัญและขั้นตอนการเก็บตัวอย่างดินและน้ำใต้ดินที่ถูกต้องตามคู่มือของกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติได้อย่างมั่นใจ

สนใจวิเคราะห์โดยห้องแลปมาตรฐาน ISO17025 ติดต่อเราสิครับ

1. ขั้นตอนการเก็บตัวอย่างดินที่ถูกต้อง

การเก็บตัวอย่างดินชั้นล่าง

การเก็บตัวอย่างดินต้องทำอย่างระมัดระวังเพื่อให้ได้ ตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของพื้นที่อย่างแท้จริง (Representative Sample) โดยมีขั้นตอนสำคัญดังนี้

1.1 การเลือกอุปกรณ์ตามระดับความลึก

อุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บตัวอย่างดินจะแตกต่างกันตามระดับความลึกของจุดที่ต้องการเก็บ ดังนี้
ระดับความลึก
อุปกรณ์ที่เหมาะสม
ลักษณะการใช้งาน
ผิวดิน (0 – 0.3 ม.)
พลั่ว, ช้อนตักดินสแตนเลส
ตักดินโดยตรงจากพื้นผิว
ตื้น-ปานกลาง (0.3 – 2.0 ม.)
สว่านเจาะดินมือ (Hand Auger)
เจาะดินด้วยแรงคน หมุนลงไปตามความลึก
ลึก (มากกว่า 2.0 ม.)
เครื่องจักรขุดเจาะ + กระบอกเก็บตัวอย่างแบบผ่าซีก (Split Barrel Sampler)
ใช้เครื่องจักรเจาะ เก็บตัวอย่างจากแท่งดินที่ขึ้นมา
 

1.2 หลักปฏิบัติสำคัญในการเก็บตัวอย่างดิน

การเก็บตัวอย่างดินที่ถูกต้องตามคู่มือของกรมโรงงานอุตสาหกรรมต้องปฏิบัติตามหลักการสำคัญหลายประการ ประการแรก คือ การป้องกันการปนเปื้อนข้าม (Cross-contamination) โดยอุปกรณ์ทุกชิ้นที่สัมผัสกับดินจะต้องผ่านการล้างทำความสะอาด (Decontamination) อย่างถูกวิธีทุกครั้งก่อนนำไปเก็บตัวอย่างในจุดต่อไป ประการที่สอง คือ ลำดับการเก็บตัวอย่าง ต้องเริ่มจากจุดที่คาดว่ามีการปนเปื้อนน้อยที่สุดไปหามากที่สุด เพื่อลดโอกาสที่สารปนเปื้อนจะติดไปกับอุปกรณ์
 
สำหรับ การเก็บตัวอย่างสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ต้องเก็บใส่ภาชนะที่เหมาะสมทันทีที่ได้ตัวอย่าง ปิดฝาให้สนิท และ ห้ามนำไปกวนผสมรวมกัน (Composite) โดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันการระเหยสูญหายของสารเคมี ส่วนตัวอย่างดินสำหรับวิเคราะห์พารามิเตอร์อื่นๆ สามารถทำเป็นตัวอย่างรวม (Composite Sample) ได้ตามความเหมาะสม

2. ขั้นตอนการเก็บตัวอย่างน้ำใต้ดิน

การเก็บตัวอย่างน้ำใต้ดิน

การเก็บตัวอย่างน้ำใต้ดินมีความซับซ้อนกว่าการเก็บตัวอย่างดิน เนื่องจากต้องมั่นใจว่าน้ำที่นำมาวิเคราะห์คือ น้ำจากชั้นหินอุ้มน้ำจริงๆ ไม่ใช่น้ำที่ขังค้างอยู่ในท่อบ่อสังเกตการณ์ ขั้นตอนหลักมีดังนี้

2.1 การวัดระดับน้ำใต้ดิน

ก่อนเริ่มขั้นตอนอื่นใดทั้งหมด ต้องทำการ วัดระดับน้ำใต้ดินในบ่อ ก่อนเสมอ โดยใช้อุปกรณ์วัดระดับน้ำแบบไฟฟ้า (Electronic Water Level Meter) หรือสายวัดพร้อมชอล์ก ข้อมูลระดับน้ำนี้จะนำไปใช้คำนวณทิศทางการไหลของน้ำใต้ดินและปริมาตรน้ำในบ่อ

2.2 การถ่ายน้ำขัง (Purging) — ขั้นตอนที่ขาดไม่ได้

การถ่ายน้ำขัง (Purging) เป็นขั้นตอนที่ บังคับต้องทำ ก่อนเก็บตัวอย่าง เพื่อสูบน้ำที่ขังค้างอยู่ในท่อบ่อออก ให้น้ำใหม่จากชั้นดินไหลเข้ามาทดแทน ตามคู่มือของกรมโรงงานอุตสาหกรรม มีวิธีการถ่ายน้ำ 3 แบบ:
วิธีการ
อัตราการสูบ
เกณฑ์หยุดสูบ
เหมาะกับ
การถ่ายน้ำแบบปกติ
ไม่เกิน 1 ลิตร/นาที
สูบออกอย่างน้อย 3 เท่าของปริมาตรน้ำในบ่อ + ค่าพารามิเตอร์คงที่
บ่อทั่วไป
การถ่ายน้ำอัตราไหลต่ำ (Low-flow)
100-500 มิลลิลิตร/นาที
ระดับน้ำลดลงไม่เกิน 10 ซม. + ค่าพารามิเตอร์คงที่ 3-5 นาที
บ่อที่ต้องการลดการรบกวน
การเก็บแบบรบกวนต่ำ (No-purge)
ต่ำกว่า 100-300 มิลลิลิตร/นาที
ค่าพารามิเตอร์คงที่
บ่อที่มีเครื่องสูบติดตั้งประจำ / พื้นที่ Low Permeability
 
ระหว่างการถ่ายน้ำ ต้อง วัดค่าพารามิเตอร์พื้นฐานภาคสนาม ไปพร้อมกัน จนกว่าค่าจะนิ่งและคงที่ จึงจะเริ่มเก็บตัวอย่างได้ พารามิเตอร์ที่ต้องวัด ได้แก่:
พารามิเตอร์
เกณฑ์ความคงที่
อุณหภูมิ
เปลี่ยนแปลงไม่เกิน 0.5 องศาเซลเซียส
เปลี่ยนแปลงไม่เกิน 0.10
ค่าความนำไฟฟ้า (EC)
เปลี่ยนแปลงไม่เกิน 3-5%
ออกซิเจนละลาย (DO)
เปลี่ยนแปลงไม่เกิน 0.3 มก./ล.
ค่า ORP
เปลี่ยนแปลงไม่เกิน 10.0 มิลลิโวลต์
ความขุ่น (Turbidity)
เปลี่ยนแปลงไม่เกิน 10% (ถ้ามากกว่า 10 NTU)

2.3 ลำดับการเก็บตัวอย่างน้ำใต้ดิน

หลังจากถ่ายน้ำจนค่าพารามิเตอร์คงที่แล้ว ต้องเก็บตัวอย่างตาม ลำดับที่กำหนด เพื่อป้องกันการสูญเสียสารที่ต้องการวิเคราะห์:
1.สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) — เก็บก่อนเป็นอันดับแรกเสมอ
2.สารอินทรีย์กึ่งระเหย (Semi-volatile Organics)
3.โลหะหนักและแร่ธาตุ (ที่ไม่ต้องกรอง)
4.โลหะหนักละลาย (ที่ต้องกรอง)
5.พารามิเตอร์ทั่วไป เช่น Sulfate, Nitrate, TOC
6.จุลินทรีย์และสารกัมมันตรังสี (ถ้ามี)

2.4 อุปกรณ์เก็บตัวอย่างน้ำใต้ดิน

อุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บตัวอย่างน้ำใต้ดินมีหลายประเภท แต่ละชนิดมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน:
อุปกรณ์
ข้อดี
ข้อจำกัด
กระบอกตักน้ำ (Bailer)
ใช้ง่าย ราคาถูก ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า
รบกวนตัวอย่างมาก ไม่เหมาะกับ VOCs
เครื่องสูบแบบบรีด (Peristaltic Pump)
พกพาง่าย ควบคุมอัตราสูบได้ ราคาไม่แพง
ใช้ได้กับความลึกจำกัด (6-9 เมตร) อาจสูญเสียก๊าซ
เครื่องสูบแรงเหวี่ยงแบบจม (Submersible Pump)
ควบคุมอัตราสูบได้ดี ไม่ทำปฏิกิริยากับสาร
อาจทำให้อุณหภูมิน้ำสูงขึ้น
เครื่องสูบแบบถุง (Bladder Pump)
ไม่สูญเสียก๊าซ ผลวิเคราะห์แม่นยำที่สุด
ราคาแพง การทำงานซับซ้อน

3. การเก็บรักษาตัวอย่าง การขนส่ง และการควบคุมคุณภาพ (QA/QC)

การเก็บตัวอย่างให้ถูกต้องหน้างานเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของความสำเร็จ อีกครึ่งหนึ่งคือ การรักษาสภาพตัวอย่างให้สมบูรณ์ จนกว่าจะถึงมือห้องปฏิบัติการ

3.1 การรักษาสภาพตัวอย่าง (Preservation)

ตัวอย่างน้ำและดินต้องได้รับการเติมสารเคมีรักษาสภาพ (Preservatives) ตามชนิดของพารามิเตอร์ที่จะวิเคราะห์ เช่น การเติมกรดไนตริก (HNO3) เพื่อรักษาค่าโลหะหนัก หรือการเติมกรดซัลฟิวริก (H2SO4) สำหรับการวิเคราะห์สารอินทรีย์บางชนิด ที่สำคัญคือต้อง ควบคุมอุณหภูมิของตัวอย่างให้เย็นอยู่ที่ประมาณ 4 องศาเซลเซียส ตลอดเวลาตั้งแต่เก็บจนถึงห้องปฏิบัติการ

3.2 ระยะเวลาการเก็บรักษา (Holding Time)

ตัวอย่างแต่ละประเภทมีอายุจำกัด ต้องนำส่งห้องปฏิบัติการและทำการสกัดหรือวิเคราะห์ภายในเวลาที่มาตรฐานกำหนด ตัวอย่างเช่น ตัวอย่าง VOCs ต้องวิเคราะห์ภายใน 14 วัน ส่วนโลหะหนักสามารถเก็บรักษาได้นานถึง 6 เดือน หากมีการเติมกรดรักษาสภาพอย่างถูกต้อง

3.3 การควบคุมคุณภาพ (QA/QC)

เพื่อให้ผลวิเคราะห์เชื่อถือได้สูงสุด ทีมเก็บตัวอย่างต้องดำเนินการตามมาตรการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด ประกอบด้วย:
มาตรการ QA/QC
รายละเอียด
ห่วงโซ่การครอบครอง (Chain of Custody)
บันทึกข้อมูลผู้เก็บ วัน เวลา สถานที่ และผู้รับส่งตัวอย่างทุกขั้นตอน
ตัวอย่างซ้ำ (Duplicate)
เก็บตัวอย่างซ้ำจากจุดเดียวกัน เพื่อตรวจสอบความแม่นยำ (Precision)
ตัวอย่างควบคุม (Field Blank)
ใช้น้ำกลั่นบริสุทธิ์ผ่านกระบวนการเดียวกับตัวอย่างจริง เพื่อตรวจสอบการปนเปื้อนจากอุปกรณ์
ตัวอย่างล้างอุปกรณ์ (Equipment Blank)
ล้างอุปกรณ์แล้วเก็บน้ำล้างส่งวิเคราะห์ เพื่อยืนยันว่าอุปกรณ์สะอาด
ตัวอย่างขนส่ง (Trip Blank)
สำหรับ VOCs โดยเฉพาะ เพื่อตรวจสอบการปนเปื้อนระหว่างขนส่ง

4. คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

โรงงานประเภทไหนบ้างที่ต้องตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดิน?

โรงงานที่อยู่ในบัญชีท้ายกฎกระทรวงควบคุมการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินภายในบริเวณโรงงาน พ.ศ. 2559 ซึ่งครอบคลุมโรงงานที่มีความเสี่ยงสูงต่อการปนเปื้อน เช่น โรงงานเคมี โรงงานปิโตรเคมี โรงงานรีไซเคิลของเสีย โรงงานชุบโลหะ เป็นต้น

ต้องตรวจบ่อยแค่ไหน?

ตามกฎกระทรวง กำหนดให้ตรวจสอบคุณภาพดินทุก 3 ปี และคุณภาพน้ำใต้ดินทุก 1 ปี จนกว่าจะเลิกประกอบกิจการ

ถ้าพื้นที่โรงงานปูคอนกรีตหมดแล้ว ยังต้องตรวจไหม?

ในกรณีที่พื้นที่โรงงานถูกปกคลุมด้วยวัสดุกันซึม (Impermeable Material) ทั้งหมด อาจสามารถขอยกเว้นการเก็บตัวอย่างดินได้ แต่ยังคงต้องตรวจสอบน้ำใต้ดินตามปกติ ทั้งนี้ต้องยื่นเอกสารขอยกเว้นต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรม

ผลวิเคราะห์ต้องส่งที่ไหน?

ต้องจัดทำรายงานผลการตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดินส่งให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมภายใน 120 วัน นับจากวันที่ครบกำหนดตรวจสอบ โดยสามารถส่งผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้

ห้องปฏิบัติการที่วิเคราะห์ต้องได้รับการรับรองอะไร?

ห้องปฏิบัติการที่ทำการวิเคราะห์ตัวอย่างดินและน้ำใต้ดินต้องเป็นห้องปฏิบัติการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม หรือได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ในขอบข่ายที่เกี่ยวข้อง
 

สรุป: ทำไมต้องให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลเรื่องการเก็บตัวอย่าง?

การเก็บตัวอย่างดินและน้ำใต้ดิน “ไม่ใช่แค่การตักดินหรือสูบน้ำใส่ขวดให้ครบ” แต่ต้อง “เก็บให้ถูกวิธีตามมาตรฐานวิชาการ” ตั้งแต่การวางแผนจุดเก็บ การเลือกอุปกรณ์ การถ่ายน้ำ ไปจนถึงการรักษาสภาพตัวอย่างและการควบคุมคุณภาพ เพราะหากขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งผิดพลาดตั้งแต่ต้นทาง ผลวิเคราะห์ที่ได้จากห้องปฏิบัติการก็จะ “ไม่สามารถใช้อ้างอิงได้” สิ่งนี้อาจนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงที่ผิดพลาด การต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำซ้ำ หรือร้ายแรงที่สุดคือการมีความผิดทางกฎหมายและถูกสั่งระงับการประกอบกิจการ
 
หากคุณเป็นผู้ประกอบการที่ต้องดำเนินการตรวจวิเคราะห์คุณภาพดินและน้ำใต้ดินตามกฎหมาย หรือยังไม่มั่นใจว่ากระบวนการเก็บตัวอย่างของโรงงานคุณถูกต้องตามประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรม พ.ศ. 2560 หรือไม่ ให้ผู้เชี่ยวชาญอย่าง SSC Oil Lab (Thai Test Lab) ช่วยดูแลคุณตั้งแต่ต้นทาง

บริการของเรา

📌 บริการครบจบในที่เดียว — ตั้งแต่การสำรวจพื้นที่ วางแผนจุดเก็บตัวอย่าง ติดตั้งบ่อสังเกตการณ์ (Monitoring Well) เก็บตัวอย่างตามมาตรฐาน US EPA และประกาศกรมโรงงานฯ ไปจนถึงการจัดทำรายงานส่งหน่วยงานราชการ
📌 ผลวิเคราะห์เชื่อถือได้ — วิเคราะห์โดยห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง สามารถนำผลไปใช้อ้างอิงทางกฎหมายและส่งรายงานต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ทันที
📌 ให้คำปรึกษาฟรีก่อนเริ่มงาน — ยินดีให้คำปรึกษาและประเมินหน้างานฟรี เพื่อให้คุณได้โซลูชันที่คุ้มค่าและถูกต้องที่สุด
 
อย่าปล่อยให้ความผิดพลาดเล็กๆ กลายเป็นปัญหาใหญ่ของโรงงานคุณ ติดต่อเราได้ทันที

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ใบเสนอราคา (ติดต่อกลับภายใน 24 ชม.)

หลายคนยังสนใจบทความน่ารู้เพิ่มเติม

ขั้นตอนเก็บตัวอย่างดินและน้ำใต้ดิน

ขั้นตอนการเก็บตัวอย่างดินและน้ำใต้ดิน ทำอย่างไรให้ถูกต้อง

ในบทความนี้ เราจะสรุปสาระสำคัญและขั้นตอนการเก็บตัวอย่างดินและน้ำใต้ดินที่ถูกต้องตามคู่มือของกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติได้อย่างมั่นใจ

Read More »
การตรวจดินและน้ำใต้ดิน

สรุปชัด! โรงงานแบบไหน “ต้องตรวจดินและน้ำใต้ดิน” ตามกฎหมาย?

กฎหมายสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว! หลายโรงงานอาจไม่รู้ตัวว่ากำลังทำผิดกฎหมายประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม มาทำความเข้าใจชัดๆ ว่าโรงงานจำพวกที่ 3 ประเภทไหนบ้างที่เข้าข่ายต้องตรวจดินและน้ำใต้ดิน พร้อมแนวทางป้องกันความเสี่ยงที่มองไม่เห็น ก่อนที่จะสายเกินแก้

Read More »
Spectrophotometer

Spectrophotometer คืออะไร

หนึ่งในเครื่องมือที่ขาดไม่ได้เลยคือ Spectrophotometer (สเปกโทรโฟโตมิเตอร์) เครื่องนี้ใช้หลักการวัดการดูดกลืนแสงของสารเคมีในน้ำ แล้วแปลงค่าเป็นข้อมูลเชิงปริมาณที่นักวิทยาศาสตร์สามารถนำไปใช้ตรวจสอบระดับมลพิษหรือคุณภาพของแหล่งน้ำได้

Read More »
วิธีตรวจสอบคุณภาพน้ำประปา

วิธีการตรวจสอบคุณภาพน้ำประปา

การตรวจสอบคุณภาพน้ำประปาเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เรามั่นใจได้ว่า น้ำที่ใช้ในบ้านทั้งในกระบวนการทำอาหาร ซักผ้า หรือทำความสะอาดต่างๆ มีความปลอดภัยและเหมาะสมต่อการใช้งาน

Read More »
คลอรีนในน้ำ

คลอรีนในน้ำคืออะไร? ทำไมถึงต้องเติม

คุณเคยสังเกตไหมว่า น้ำที่เราใช้อาบ ดื่ม หรือว่ายน้ำ มีกลิ่นเฉพาะตัวบางอย่าง? กลิ่นนั้นไม่ได้มาจากธรรมชาติของน้ำเอง แต่เป็น “คลอรีน” ที่ถูกเติมลงไปเพื่อปกป้องเรา

Read More »
ISO17025 คืออะไร

ISO/IEC 17025 คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ?

ISO/IEC 17025 คือ มาตรฐานระดับสากลที่กำหนดข้อกำหนดทั่วไปสำหรับความสามารถของห้องปฏิบัติการในการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพและการสร้างความเชื่อมั่นในผลการทดสอบและการสอบเทียบ

Read More »

แชร์บทความ

Facebook
Pinterest
LinkedIn